WeChat ID :
ทุกวันนี้จะเจอบทสนทนาจาก 3 ปาร์ตี้
ไม่พ้นเรื่องประมาณนี้
.
Agent บ่น
"เจ้าของให้หนูไปเช็คทรัพย์สิน
แต่หนูยังจัดการห้องอื่นไม่เสร็จ
ไม่ใช่หนูไม่ไปนะ
แต่ทุกห้องก็ได้รับความเสียหายเหมือนกัน
สุดท้ายเค้าว่าหนูไม่มืออาชีพ"
.
เจ้าของบ่น
"ทำไมพอเกิดเรื่องไม่มีใครมาช่วยดูแลห้อง
แล้วเอเจ้นท์เงียบหายไปเลย
ได้ค่าคอมแล้วก็หายหัวไปเหมือนเดิมสินะ
มันน่าเรียกค่าคอมคืนจริงๆ"
.
ลูกค้าบ่น
"เราไม่สบายใจที่จะอยู่อาศัยห้องนี้แล้ว
ถึงแม้ว่านิติกับทีมช่างจะยืนยันแล้วว่าปลอดภัย
แต่ดูซิ ผนังร้าวแบบนี้ เราจะอยู่ยังไง เป็นคุณคุณจะอยู่มั้ย
แถมเราแจ้งออก ยังไม่คืนเงินประกันเราอีก เจ้าของใจร้ายมาก"
.
ปัญหาทุกอย่างเกิดจากอะไรรู้มั้ย
มันเกิดจากการที่ทุกคนต่างไม่รู้ว่า
สิทธิ์และขอบเขตหน้าที่ของตัวเองคืออะไร
.
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้ถูกปลูกฝังเรื่องนี้มากนัก
โดยเฉพาะเรื่องความรู้ทางกฏหมาย
ทุกวันนี้รู้กันแค่แจ้งเกิด แจ้งตาย คนหาย ย้ายบ้าน
เอาง่ายๆแค่คดีแพ่งกับคดีอาญา
ขอบเขตของหน้าที่ของตำรวจที่รับแจ้งความคืออะไร
ยังไม่รู้กันเลย
สุดท้ายก็โทษกันไปกันมา
เพียงเพราะอยากให้อีกฝ่ายทำตามที่ตัวเองต้องการ
.
ถ้ามานั่งถกประเด็นเรื่องนี้มันคงยาว
เพราะมันมีหลายมุมที่ต้องมาพูดคุยกัน
แต่ครั้งนี้สิ่งที่ผมเห็นชัดที่สุด
คือ #เอเจ้นท์ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
และ #คนอื่นไม่รู้ว่าเอเจ้นท์มีหน้าที่อะไร
เดี๋ยวเรามาเจาะเรื่องนี้กัน
.
.
.
แผ่นดินไหวครั้งนี้
ไม่เพียงแต่สะเทือนทั้งหมด
แต่สั่นสะเทือนไปถึงวงการเอเจ้นท์ปล่อยเช่าด้วย
.
หลายคอนโดฯ
เริ่มมีผู้เช่าทั้งไทยและเทศ
สอบถามถึงความปลอดภัยของโครงสร้าง
ความคืบหน้าการตรวจสอบอาคาร
และมาตรการป้องกันที่มีอยู่
.
แต่แทนที่เอเจ้นท์จะเป็น “ด่านหน้า”
ที่ตอบคำถามเหล่านี้อย่างมืออาชีพ
หลายรายกลับ “เงียบหาย”
หรือให้ข้อมูลไม่ตรงกัน
จนเกิดความไม่เชื่อมั่นในระบบเอเจ้นท์ปล่อยเช่า
.
สิ่งที่น่ากังวลคือ
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้า
แต่มันสะท้อนถึง
“โครงสร้างวิชาชีพที่เปราะบาง”
ของอาชีพเอเจ้นท์ปล่อยเช่า
ที่ยังขาดมาตรฐานในหลายๆด้านอย่างรุนแรง
ถ้าเราลองขุดรากเหง้าปัญหาตรงนี้ขึ้นมา
มันเริ่มจากอะไร?
.
1.อาชีพที่ใครก็เป็นได้
ที่ไม่มีการกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติขั้นต่ำ
.
จุดเริ่มของปัญหาคือ
อาชีพเอเจ้นท์ปล่อยเช่าในไทย
“ไม่มีกฎหมายกำกับดูแลแบบจริงจัง”
ไม่ต้องมีใบอนุญาต
ไม่ต้องผ่านอบรมที่เป็นทางการ
ต่างจากหลายประเทศที่เอเจ้นท์ต้องจบคอร์ส
รู้กฎหมาย
รู้สิทธิของผู้เช่า-ผู้ให้เช่า
และรู้ว่าต้องจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างไร
.
เมื่อใครก็เป็นได้
ทุกคนก็อ้างตัวว่าเป็นเอเจ้นท์ได้
ทั้งที่ไม่มีระบบติดตาม
ไม่มีองค์กรกลางรับผิดชอบ
หรือสอบจริยธรรม
ทำให้อาชีพนี้มี “ภาพลักษณ์เทาๆ”
และขาดความเชื่อถือ
โดยเฉพาะในสายตาลูกค้าต่างชาติ
.
2. ปล่อยเช่า = จบงาน?
ความเข้าใจผิดที่ทำให้เกิดความว่างเปล่าหลังดีล
เอเจ้นท์จำนวนมากมี mindset ว่า
“พอปล่อยเช่าได้ ก็จบแล้ว”
ไม่มีการ follow-up
ไม่มีการดูแลหลังการเช่า
และที่สำคัญคือ
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
เมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเช่นแผ่นดินไหว
ควรให้คำแนะนำกับลูกค้าอย่างไร
.
ขณะที่ผู้เช่าต่างชาติมักคาดหวัง
“บริการหลังการขาย”
โดยเฉพาะเมื่อเช่าผ่านเอเจ้นท์
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ
พอได้เงินคอมมิชชันแล้ว
ลูกค้าแทบจะต้องไปหาคำตอบเองทั้งหมด
.
3. ไม่มีทีมสื่อสาร–ไม่มีฐานข้อมูล–ไม่มีใครช่วยกันจัดการวิกฤต
เมื่อเกิดวิกฤตระดับเมือง
เช่นแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือเพลิงไหม้
เอเจ้นท์ควรมีระบบกลางในการสื่อสาร
เช่น ข้อมูลการตรวจสอบตึก
รายงานจากนิติบุคคล
หรือแนวทางการอพยพเบื้องต้น
แต่เอเจ้นท์ไทยส่วนใหญ่ไม่มีระบบอะไรแบบนี้
.
หลายคนทำงานแบบ “ลุยเดี่ยว”
ไม่มีทีมงาน
ไม่มีระบบจัดเก็บเอกสาร
ไม่มีฐานข้อมูลของแต่ละคอนโดฯ
จึงไม่สามารถให้ข้อมูลได้
แม้แต่เรื่องพื้นฐาน เช่น อาคารนี้สร้างมากี่ปี
ผ่านการตรวจโครงสร้างล่าสุดเมื่อไร
มีแผนซ่อมแซมอะไรบ้าง
.
4.ปัญหาโครงสร้างของ “นายหน้าอิสระ”
ที่ไร้ระบบพัฒนาอาชีพ
เอเจ้นท์ปล่อยเช่าในไทย
ส่วนมากทำงานแบบอิสระ
ไม่มีสังกัดบริษัทใหญ่
ไม่มีการอบรมพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง
ขาดการอัปเดตเทรนด์หรือกฎหมายใหม่ๆ
จึงไม่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน
หรือมีทีมงานช่วงแบ่งเบาหน้าที่
เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นพร้อมกัน
.
การที่ไม่มีสมาคมกลาง
หรือแพลตฟอร์ม
ที่กำกับดูแลให้เอเจ้นท์มีมาตรฐานขั้นต่ำ
คือ “จุดตาย”
ที่ทำให้อาชีพนี้เติบโตแบบไม่ยั่งยืน
.
5.ความไม่เชื่อมั่นจากลูกค้า = วงจรอุบาทว์ที่ทำร้ายวงการ
เมื่อผู้เช่าโดยเฉพาะชาวต่างชาติ
เริ่มไม่เชื่อใจเอเจ้นท์ไทย
พวกเขาจะหันไปพึ่งแพลตฟอร์มออนไลน์
ติดต่อเจ้าของห้องเอง
หรือแม้กระทั่งใช้เอเจ้นท์ประเทศเดียวกัน
เพราะในประเทศไทยไม่มีกฏหมายควบคุมเอเจ้นท์
ซึ่งทำให้บทบาทของเอเจ้นท์ไทยลดลงเรื่อยๆ
.
ยิ่งไม่มีการฟื้นฟูชื่อเสียง
หรือสร้างมาตรฐานร่วมกัน
วงการเอเจ้นท์ปล่อยเช่าในไทย
ก็จะยิ่งถดถอย
และกลายเป็น “อาชีพทางผ่าน”
แทนที่จะเป็น “วิชาชีพอย่างยั่งยืน”
.
.
.
ไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้เอเจ้นท์ “มีจรรยาบรรณ” เท่านั้น
แต่จำเป็นต้องวางโครงสร้างใหม่ให้ทั้งวงการ
.
โดยอิงจาก 3 เสาหลัก:
มาตรฐานวิชาชีพ
ระบบสนับสนุนกลาง
การสร้างความเชื่อมั่นร่วมกับลูกค้า
.
1. สร้าง “เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ” สำหรับเอเจ้นท์ปล่อยเช่า
จำเป็นต้องมี “การอบรมบังคับ”
(เช่น course พื้นฐานออนไลน์)
สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่อาชีพเอเจ้นท์ปล่อยเช่า
โดยมีหัวข้อ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาเช่า,
สิทธิผู้เช่า/เจ้าของ, การจัดการในภาวะฉุกเฉิน,
และการสื่อสารแบบมืออาชีพกับลูกค้าต่างชาติ
.
ภาครัฐหรือเอกชนร่วมมือกันออก
“ใบรับรองความรู้เบื้องต้น”
เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
และทำให้ผู้เช่าเลือกเอเจ้นท์ที่ผ่านเกณฑ์ได้ง่ายขึ้น
.
ผลักดันระบบ “จัดระดับเอเจ้นท์”
โดยให้มีการประเมินบริกา
รจากลูกค้าหลังปิดดีล
เพื่อให้เกิดการพัฒนาและแข่งขันคุณภาพกันจริงจัง
.
2. จัดตั้ง “ศูนย์กลางข้อมูลและสนับสนุน” สำหรับเอเจ้นท์ปล่อยเช่า
ควรมีแพลตฟอร์มกลาง
อาจร่วมกับสมาคมอสังหาริมทรัพย์
หรือแพลตฟอร์มใหญ่เช่น DDproperty / Livinginsider)
ที่รวบรวม:
ข้อมูลโครงสร้างตึก, อายุอาคาร, รายงานการตรวจสอบโครงสร้างจากนิติฯ
ช่องทางติดต่อฉุกเฉินของแต่ละคอนโดฯ
รายชื่อบริษัทตรวจสอบอาคารที่มีใบอนุญาต
.
มีระบบ “แจ้งเตือนภัย” สำหรับเอเจ้นท์
เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือไฟไหม้
เพื่อให้สามารถแจ้งผู้เช่าได้อย่างเป็นระบบ
.
จัดทำ คู่มือภาวะวิกฤต (Emergency Response Toolkit)
ให้เอเจ้นท์สามารถตอบคำถามลูกค้าได้
เช่น “อาคารนี้ผ่านการตรวจโครงสร้างเมื่อไร?”
“นิติฯ มีมาตรการรองรับอะไร?”
.
3. ยกระดับบทบาท “หลังการปล่อยเช่า” ให้เป็น Service จริงจัง
หลายคนมักจะคิดว่าการ after server หลังปล่อยเช่า
คือเป็นบริการที่รวมอยู่ในค่าคอมแล้ว
แต่จริงๆไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ค่าคอมมิสชั่นที่ได้รับตอนทำสัญญาเช่า
เป็นบริการการตลาดที่พาลูกค้ามาเช่าทรัพย์สินเท่านั้น
.
แต่เนื่องด้วยใครๆก็กลายร่างมาเป็นเอเจ้นท์ได้
การแข่งขันทางอาชีพจึงสูงมาก
เอเจ้นท์ทุกคนก็หวังจะให้เจ้าของเรียกใช้ประจำ
ให้ดูแลจัดการห้องคนเดียว
เรียกว่าหาวิธีผูกขาดกับเจ้าของแบบเนียนๆ
.
หลายคนจึงทำตามกัน
เกิดเป็นประเพณีวัฒนธรรมเพี้ยนๆ
ที่เอเจ้นท์ต่างชาติมองว่า
it makes yourself priceless.
.
โดยที่เอเจ้นท์ไทยไม่รู้ว่า
แท้จริงแล้ว
หน้าที่ของเอเจ้นท์
คือการหาลูกค้าเท่านั้น
.
แต่จะให้พูดตอนนี้
ก็คงเหมือนเอาเรือไปขวางน้ำเชี่ยว
เพราะมันกลายเป็น new normal
ที่เกินจะไปแก้ไขมันแล้ว
.
เอเจ้นท์จริงๆควรมี Package บริการหลังการเช่า
ที่เป็นลักษณะของ Property Manangment (PM)
หรือเป็นลักษณะของ Tenant managment serivce (TMS)
เช่น การติดตามค่าน้ำ ค่าไฟ
บริการแปลเอกสารนิติบุคคล,
ประสานงานการซ่อมเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า,
ให้คำแนะนำด้านภาษีหรือกฏหมายที่เกี่ยวข้อง
.
มีการ follow-up ทุก 3 หรือ 6 เดือน
เพื่อสอบถามความพึงพอใจ
และอัปเดตสภาพห้อง/อาคาร
สร้างความมั่นใจทั้งเจ้าของห้องและผู้เช่า
.
ส่งเสริมให้เอเจ้นท์ไทย
มีเครือข่าย “Partner Fix”
เช่น ช่างประจำ, บริษัททำความสะอาด,
บริษัทประเมินความเสียหายหลังภัยพิบัติ
เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า
ทุกปัญหาเอเจ้นท์มีทางออกในมือ
.
4. ผลักดัน “ระบบรับร้องเรียนและตรวจสอบจรรยาบรรณ”
หากลูกค้ามีปัญหากับเอเจ้นท์
ต้องมีช่องทางร้องเรียนที่มีผลจริง
เช่น การตัดคะแนนระดับเอเจ้นท์,
การถูก Blacklist จากแพลตฟอร์มต่างๆ
.
เปิดเผยรายชื่อเอเจ้นท์
ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น
บน Marketplace ขนาดใหญ่
เพื่อสร้างแรงกดดันให้ทุกคนต้องรักษามาตรฐาน
.
ส่งเสริมการใช้สัญญากลาง
ที่มีรายละเอียดชัดเจนว่า
หน้าที่ของเอเจ้นท์ไม่ใช่แค่ “หาคนเช่า”
แต่รวมถึง “ดูแลข้อมูลและความปลอดภัยเบื้องต้นของผู้เช่า”
.
5. เปลี่ยน mindset: จาก “นายหน้า” เป็น “ที่ปรึกษาอสังหาแบบมืออาชีพ”
หากวงการเอเจ้นท์ปล่อยเช่าในไทย
ยังมองว่าตัวเองแค่หาลูกค้าได้ก็จบ
อาชีพนี้จะไม่พัฒนา
.
ถึงเวลาแล้วที่เอเจ้นท์ต้อง reposition ตัวเอง
ให้เหมือนที่ปรึกษาด้านที่อยู่อาศัย (Residential Consultant)
ไม่ใช่แค่คนเชื่อมดีล
.
การให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง โปร่งใส และชัดเจน
ในภาวะฉุกเฉิน
คือวิธีที่ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ
และกล้าแนะนำต่อ
.
นี่คือแนวทางที่ทางผมคิดว่า
ถ้า way นี้เกิดขึ้น
จนเป็นรูปธรรมได้ตามที่คาดหวังไว้
วงการเอเจ้นท์ของไทย
จะเป็นอาชีพที่เติบโตอย่างมั่นคง
และก้าวไกลแข่งกับเอเจ้นท์ประเทศอื่นได้
.
แล้วเอเจ้นท์ไทย
จะเป็นอาชีพที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี
ไปพร้อมๆกันค่าาาา
(ตำแหน่งอธิบดีสภานายหน้าอสังหา ต้องเป็นชั้นแล้วแหละ)
.
ร่วมพูดคุยกันได้ที่